RSV เชื้อไวรัสร้ายอาการคล้ายไข้หวัด

RSV เชื้อไวรัสร้ายอาการคล้ายไข้หวัด

เชื้อไวรัส RSV เป็นโรคที่มักพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาจมีอาการรุนแรงได้มากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของลูกไว้ให้ดี เพราะถ้าลูกน้อยติดเชื้อ RSV อาจนำไปสู่โรคปอดอักเสบได้

1) RSV คืออะไร ?
RSV (Respiratory Syncytial Virus) คือ ไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม เป็นโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจ สามารถพบผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV ได้ในทุกวัย แต่พบมากในเด็กและทารก ซึ่งเป็นวัยที่มักเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้

RSV มีสองสายพันธุ์ คือ RSV-A และ RSV-B เป็นไวรัสก่อการติดเชื้อทางเดินหายใจของเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และมีการระบาดเกือบทุกปี

2) เชื้อไวรัส RSV ติดต่อได้อย่างไร?
ติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก ปาก และจากการสูดหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยจากการไอ จามของผู้ป่วย หรือสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู ของเล่น ฯลฯ

เชื้อไวรัส RSV สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมง และสามารถอยู่ที่มือของเราได้นานประมาณ 30 นาที ดังนั้น ผู้ใหญ่ที่มีเด็กเล็กป่วยในบ้าน ควรหมั่นล้างมือบ่อย ๆ ก่อนสัมผัสเด็ก

3) อาการการติดเชื้อไวรัส RSV เป็นอย่างไร ?
อาการของการติดเชื้อไวรัส RSV ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการหลังสัมผัสถูกเชื้อไวรัสในระยะเวลา 4-6 วัน และเมื่อป่วยจะสามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน 3-8 วัน

อาการแรกเริ่ม มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ดังนี้

  • มีไข้
  • ไอ
  • จาม
  • คัดจมูก
  • น้ำมูกไหล
RSV เชื้อไวรัสร้ายอาการคล้ายไข้หวัด

โดยปกติ ผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่แข็งแรงดี อาการมักไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ในเด็กเล็กและทารก เชื้อไวรัส RSV อาจลุกลามไปยังทางเดินหายใจส่วนล่าง (หลอดลม เนื้อปอด) จนพัฒนากลายเป็นหลอดลมใหญ่อักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ และปอดอักเสบตามมาได้

อาการรุนแรง มักเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนด ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (โรคเบาหวาน,โรคปอด, โรคหัวใจ) โดยพบอาการได้ดังนี้

  • ไข้สูง
  • ไออย่างรุนแรง
  • หอบเหนื่อย เนื่องจากปอดอักเสบ
  • หายใจมีเสียงหวีดหวิว หรือ เสียงครืดคราดในลำคอ
  • หายใจแรงจนหน้าอกบุ๋ม
  • รับประทานอาหารได้น้อย
  • หงุดหงิดง่าย เซื่องซึม

4) มีวิธีรักษาการติดเชื้อไวรัส RSV อย่างไร?
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการ หากเป็นแค่อาการหวัดจากเชื้อไวรัส RSV ให้รักษาตามอาการที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องนอนที่โรงพยาบาล เพราะอาจเสี่ยงติดเชื้ออื่นแทรกซ้อนจากโรงพยาบาลได้

ตัวอย่างเช่น

  • การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ
  • กรณีเด็กที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมหรือน้ำเกลือผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอดและดูดเสมหะออก

แต่ถ้าพบว่าผู้ป่วยเด็กมีไข้สูง ไม่รับประทานอาหาร ไม่เล่น หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจมีเสียงหวีด หงุดหงิดง่าย หรือเซื่องซึม ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

5) เราจะป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ได้อย่างไรดี?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัส RSV แต่เราสามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้ ดังนี้

  • ทุกคนในบ้านหมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาด เพราะการล้างมือจะช่วยลดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70
  • การใช้แอลกอฮอล์เจลถูมือเมื่อเดินทางออกนอกบ้าน ช่วยป้องกันโรคได้บ้าง แต่การล้างมือบ่อย ๆ จะป้องกันเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ติดมากับมือได้ดีกว่า
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อและการไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด
  • ทำความสะอาดบ้าน รวมทั้งของเล่นเด็กเป็นประจำ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทารกที่สูดดมควันบุหรี่เข้าไปมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV และพบอาการที่รุนแรงได้มากกว่า
  • ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำมาก ๆ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา
  • สำหรับคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองเมื่อบุตรหลานมีอาการป่วยเป็นไข้หวัด ควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ

ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติติดเชื้อไวรัส RSV สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นควรหมั่นรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

ที่มา : กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค, สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

Related Articles

ภาวะรั่วซึมของสารน้ำหรือยาออกนอกหลอดเลือดดำ

สวัสดีค่ะ พี่น้อง nurse soulciety ทุกท่าน หลังจากพี่เนิร์สเผยแพร่เนื้อหาภาวะหลอดเลือดดำอักเสบไปแล้วนั้น วันนี้เราจะมาทบทวนความรู้ของภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยาทางหลอดเลือดดำส่วนปลายอีกอย่างหนึ่ง ที่สำคัญมากๆ คือ ภาวะรั่วซึมของสารน้ำหรือยาออกนอกหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ส่งผลทำให้เกิดการติดเชื้อที่ตำแหน่งการให้ยา และติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ทำให้ต้องรักษาในโรงพยาบาลนานขึ้น เสียค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น ดังนั้นพยาบาลควรมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกัน เฝ้าระวัง ประเมินการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อจากการรั่วของยาหรือสารน้ำ และจัดการเมื่อเกิดภาวะดังกล่าว ภาวะรั่วซึมของสารน้ำหรือยาออกนอกหลอดเลือดดำ สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ภาวะรั่วซึมของยาหรือสารน้ำออกนอกหลอดเลือดดำ…

สูตรตื่นนอนสดชื่น อยากตื่นตอนนี้ควรนอนตอนไหน

ปกติแล้วคนเราควรนอนประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน ถึงจะทำให้ร่างกายตื่นมาสดชื่นที่สุด แต่เคยมั้ยที่นอนครบ 8 ชั่วโมงก็แล้ว หรือ บางวันก็นอนเร็วแล้วนะ ไม่ได้นอนดึกเลย ทั้งๆ ที่เราก็นอนเต็มอิ่มแล้ว แต่ทำไมตื่นแล้วกลับรู้สึกง่วง รู้สึกเหนื่อย ไม่สดชื่น หรือบางทีก็ยังเพลียตลอดทั้งวัน !? วันนี้เราไปทำความรู้จักกับ กฎการนอน 90 นาที ที่ว่ากันว่าการใช้วิธีนี้ จะช่วยทำให้เพื่อนๆ ตื่นมาแล้วไม่เพลีย แถมรู้…

กลุ่มอาการ PMS/PMDD ก่อนมีประจำเดือน

สาวๆ คุณเคยมีอาการดังต่อไปนี้หรือเปล่า? อารมณ์แปรปรวนก่อนมีประจำเดือน เศร้า หดหู่ เซ็ง หงุดหงิด น่าเบื่อไปหมดทุกอย่าง อาการเหวี่ยงวีนของสาวๆ ก่อนมีประจำเดือน บางทีสาวๆ อย่างเราก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย วันนี้พี่เนิร์สจึงขอพาทุกคนมาเช็คอาการที่เรามักจะเป็นก่อนมีประจำเดือน ว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มอาการแบบไหน ต้องรักษาไหม?ไปดูกันเลย 1. เราเป็น PMS, PMDD หรือเปล่า ? PMS (Premenstrual Syndrome) คือ…

เบาหวานอย่าเสี่ยงกับไข้หวัดใหญ่ดีกว่า

จากข้อมูลสถิติของกรมควบคุมโรคและสมาคมการติดเชื้อแห่งประเทศไทยพบว่า ช่วงระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยเบาหวานมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น 5-15% และเข้านอนโรงพยาบาลสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 6 เท่า จากการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่

โรคฝีดาษลิง หรือ Monkeypox

โรคฝีดาษลิง ฝีดาษวานร หรือ Monkeypox เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในสัตว์ฟันแทะบนทวีปแอฟริกา โดยเชื้อไวรัสนี้แพร่เชื้อไปยังสัตว์อื่น และสามารถแพร่จากสัตว์ไปสู่คนได้ ซึ่งการรายงานที่พบโรคนี้ครั้งแรกเกิดจากลิงในห้องทดลอง จึงเรียกว่าฝีดาษลิง หรือฝีดาษวานรนั่นเอง การติดต่อของโรคฝีดาษลิง การติดเชื้อจากสัตว์สู่คน เกิดจากการสัมผัสโดยตรงจากเลือด สารคัดหลั่งหรือตุ่มหนองของสัตว์ ถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดหรือข่วน รวมถึงการประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่าที่ติดเชื้อและปรุงสุกไม่เพียงพอ การแพร่เชื้อจากคนสู่คน สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดย-การสัมผัสโดยตรงกับรอยโรค ตุ่มหนอง หรือสารน้ำในตุ่มหนองที่แตกออกมา-ติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของทางเดินหายใจ เช่น การไอ จาม-การกอดจูบ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ-การสัมผัสสิ่งของ เช่น…

Responses