วางแผนเกษียณก่อนวัย เกษียณยังไงให้เกษมสันต์

วางแผนเกษียณ

การเกษียณอายุ หมายถึง การหยุดทำงานประจำ + ไม่มีรายได้หลักอีกต่อไป

ดังนั้น เราจึงควรเตรียมความพร้อมและเริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้มีเงินออมอย่างมั่นคงไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ

เราต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ?

สมมุติว่าปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณเดือนละ 30,000 บาท ตั้งใจเกษียณตอนอายุ 60 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 80 ปี เราสามารถคำนวณจำนวนเงินที่ควรจะมี ณ วันเกษียณอายุ ได้ดังนี้
= (70%ของค่าใช้จ่ายปัจจุบัน) x 12 เดือน x จำนวนปีที่คาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ
= (70%x30,000 บาท) x 12 เดือน x 20 ปี
= 5,040,000 บาท

การวางแผนการเงิน ให้มีเงินพอใช้หลังเกษียณ ควรแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 : เงินลงทุนระยะสั้น
เงินออมส่วนนี้เป็นการฝากธนาคารในรูปแบบออมทรัพย์และฝากประจำระยะสั้น เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เป็นต้น

ส่วนที่ 2 : เงินลงทุนระยะกลาง
การออมเงินระยะกลาง มักมีเป้าหมายที่ต้องใช้เงินในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต หรือยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เช่น ซื้อบ้าน ดาวน์รถ หรือเก็บเงินแต่งงาน แนะนำให้นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน เป็นต้น

ส่วนที่ 3 : เงินลงทุนระยะยาว
เงินออมส่วนนี้เป็นการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

3.1 แหล่งรายได้หลังเกษียณ มีดังนี้

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ PVD (Provident Fund)
ถือว่าเป็นสวัสดิการรูปแบบหนึ่งที่นายจ้างและลูกน้องสมัครใจร่วมสมทบเงินเข้ากองทุน เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินออมไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ

กองทุนประกันสังคม
เงินที่นายจ้างและลูกจ้างส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน โดยคำนวณจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในอัตราร้อยละ 5 หลังจากเกษียณอายุจะได้รับเงินบำนาญชราภาพ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
กรณีเป็นข้าราชการจะได้รับสวัสดิการกบข. โดยหักเงินเดือนเริ่มต้นที่ 3% และรัฐช่วยออกสมทบให้ 3% เพื่อมีเงินออมไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ

  • บำนาญ = [เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x อายุราชการ (ปี)] หาร 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
  • บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x อายุราชการ (ปี)

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
กอช. เป็นกองทุนการออมเพื่อการเกษียณ ทุกครั้งที่ส่งเงินสะสม รัฐบาลจะช่วยสมทบให้ฟรี แบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ ดังนี้

  • ช่วงอายุ 15-30 ปี รัฐช่วยสมทบ 50% ของเงินสะสม สูงสุด 600 บาทต่อปี
  • ช่วงอายุ 31-50 ปี รัฐช่วยสมทบ 80% ของเงินสะสม สูงสุด 960 บาทต่อปี
  • ช่วงอายุ 51-60 ปี รัฐช่วยสมทบ 100% ของเงินสะสม สูงสุด 1,200 บาทต่อปี
    ผู้สมทบเงินเข้ากองทุนจะได้เงินบำนาญรายเดือนหลังจากอายุครบ 60 ปี กองทุนนี้เหมาะสำหรับกลุ่มอาชีพอิสระ ยกเว้นข้าราชการประจำ ผู้มีสิทธิ์ประกันสังคม หรือประกันตน มาตรา 33, 39 และ 40 และพนักงานบริษัท/องค์กร/รัฐวิสาหกิจที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
เป็นสวัสดิการที่รัฐมีไว้เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นรายเดือนต่อเนื่องไปจนกว่าจะเสียชีวิตแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ ดังนี้

  • ช่วงอายุ 60-69 ปี ได้รับเงิน 600 บาทต่อเดือน
  • ช่วงอายุ 70-79 ปี ได้รับเงิน 700 บาทต่อเดือน
  • ช่วงอายุ 80-89 ปี ได้รับเงิน 800 บาทต่อเดือน
  • ช่วงอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเงิน 1,000 บาท ต่อเดือน

3.2 แบ่งเงินออมเกษียณไปลงทุนเพื่อให้งอกเงย มีดังนี้

กองทุนรวมเพื่อการออม SSF (Super Saving Fund)
กองทุน SSF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 200,000 บาท ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ แต่จะสามารถขายได้เมื่อลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF (Retirement Mutual Fund)
กองทุน RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 500,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่มีสวัสดิการและผู้ที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ แต่ต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีและจะขายได้เมื่ออายุครบ 55 ปี

การทำประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity)
ประกันชีวิตที่เน้นการออมเงินคล้ายประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยจ่ายเบี้ยประกันตามระยะเวลาที่ระบุ และต้องออมเงินอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุเกษียณ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 15% ของเงินที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี และยังมีวงเงินคุ้มครองให้กรณีเสียชีวิต

ซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยให้เช่า
ดอกเบี้ยในการกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดปีละถึง 100,000 บาท ดังนั้นการลงทุนเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยเช่า เช่น คอนโด ทาวน์โฮม จึงสามารถเก็บเป็นทรัพย์สินในอนาคตได้อีกทางหนึ่ง

แหล่งข้อมูล : ธนาคารกรุงศรี, ธนาคารไทยพาณิชย์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), กรุงเทพธุรกิจ, itax

Related Articles

Nurse Worldwide การเตรียมผู้ป่วยกลับบ้าน

สวัสดีครับ แฟนเพจ nurse soulciety ทุกคน ภาษาน่ารู้วันนี้ ผมโอบอ้อมจะมาบอกวิธีการสื่อสารกับผู้ป่วยต่างชาติในการเตรียมผู้ป่วยกลับบ้านครับ สถานการณ์จะเกี่ยวกับนางสาวเจนหลังจากได้รับเคมีบำบัดแล้ว พยาบาลโอบอ้อมซึ่งเป็นพยาบาลเจ้าของไข้รายนี้ เข้ามาพูดคุยกับนางสาวเจนเพื่อเตรียมย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล แล้วจะต้องพูดอย่างไรบ้าง? มาฝึกภาษาไปพร้อมกันเลยดีกว่าครับ

12 ท่าแพลงก์ยอดฮิต ลดพุงวันละนิด 4 สัปดาห์เห็นผล

ท่าแพลงก์ เป็นหนึ่งในท่าการออกกำลังกายที่คนนิยมมากที่สุด เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ และเป็นท่าที่เห็นผลอย่างมีประสิทธิภาพ หากทำบ่อยๆอย่างมีวินัย ก็สามารถฟิต แอนด์ เฟิร์มร่างกายได้ วันนี้พี่เนิร์สจะมาแนะนำ 12 ท่าแพลงก์ทำตามไม่ยากค่ะ 1. ท่าแพลงก์ปกติ (Basic Plank) วิธีฝึก 1. เริ่มต้นด้วยท่านอนคว่ำ เหยียดตัวตรง เกร็งคอ และศีรษะลอยจากพื้น 2. ตั้งศอกทั้ง 2…

ทำความรู้จัก Burn Injury แผลไหม้

แผลไหม้ หมายถึง บาดแผลที่ผิวหนังถูกทำลายด้วยความร้อน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากถูกเปลวไฟลวก ถูกของเหลวร้อนลวก กระแสไฟฟ้าแรงสูง หรือสารเคมี ส่งผลทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย ตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้า หนังแท้ หรืออาจลึกลงไปถึงกระดูกได้

การจัดท่าผู้ป่วยในการผ่าตัด

สวัสดีค่ะพี่น้อง nurse soulciety ทุกท่าน วันนี้พี่เนิร์สรับบทเป็นพยาบาลวิสัญญีนะคะ จะมาแชร์ความรู้ในห้องผ่าตัดกันค่ะ นั่นก็คือ การจัดท่าผู้ป่วยในการผ่าตัด นั่นเอง ในที่นี้จะกล่าวถึงการจัดท่าผู้ป่วยที่ใช้บ่อยๆ ทั้งหมด 6 ท่าค่ะ โดยการจัดท่าในการผ่าตัดนั้น ต้องพิจารณาว่ามีผลต่อสรีรวิทยาของผู้ป่วยอย่างไร พิจารณาความถูกต้องตามหลักกายวิภาค (body alignment) ความสะดวกรวดเร็วในการเฝ้าระวังและช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน และมีความเหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นๆหรือไม่ 1. ท่านอนหงายราบ (supine position) เป็นท่าที่ใช้บ่อยที่สุดระหว่างการผ่าตัด…

Responses